ตุลาคม 20, 2020

"ครบเครื่อง เรื่องข่าว"
Header Ads
Header Ads
Header Ads
Breaking News
ลุยแก้ปัญหาด่วน! ‘รมช.ประภัตร’ ประชุมขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ดันอาชีพเลี้ยงสัตว์แก้จน

ลุยแก้ปัญหาด่วน! ‘รมช.ประภัตร’ ประชุมขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ดันอาชีพเลี้ยงสัตว์แก้จน

Header Ads
Header Ads
Header Ads

เมื่อเวลา13.30 น.วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ที่ ห้องประชุมแก่นเมือง ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เนื่องในโอกาสเดินทางมาประชุมติดตามการดำเนินงานการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดขอนแก่น และลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม 2563 โดยมีผู้เข้าร่วมให้การต้อนรับได้แก่คณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดขอนแก่นนำโดย นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น,นายศรัทธา คชพลายุกต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น,นายวรทัศน์ ธุลีจันทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น,นายสุเทพ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ,หัวหน้าส่วนราชการส่วนภูมิภาค,หัวหน้าหน่วยงานราชการส่วนกลางสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายอำเภอทุกอำเภอและเกษตรอำเภอทุกอำเภอ,นายกองค์การบริหารจังหวัดขอนแก่น,นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ,นายกเทศมนตรีเมืองทุกเมือง,ประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่นและประธานสภาอุตสาหกรรม

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น

เพื่อรับฟังบรรยายสรุปและประเด็นปัญหาในพื้นที่ พร้อมมอบนโยบายในการปฏิบัติราชการ  ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำกับ ติดตาม เร่งรัด ช่วยเหลือเยียวยา และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่โดยเริ่มจากปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนเร่งด่วน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วทันเหตุการณ์ ซึ่งตนรับผิดชอบในระดับพื้นที่ จ.ขอนแก่น และ จ.ร้อยเอ็ด


นอกจากนั้น ยังให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด ซึ่งจังหวัดขอนแก่น ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน มีรองผู้ว่าราชการขอนแก่นทุกคนเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกันโดยสรุปปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ อาทิ ภัยแล้ง ที่ดินทำกิน การเลี้ยงปลาในกระชังในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ด้านแรงงาน เป็นต้น ตลอดจนมีประเด็นการพัฒนาที่สำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาความยากจน Smart Farmer การเพิ่มผลผลิตปลาในพื้นที่ดินเค็มที่ไม่สามารถทำการเกษตรประเภทอื่นได้ (เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร) เป็นต้น


นายประภัตร กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ภัยแล้ง มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภค 10 อำเภอ 64 ตำบล ซึ่งได้มีมาตรการเตรียมความพร้อมและการช่วยเหลือ ดังนี้ 1. จัดหาพื้นที่กักเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดย่อม 2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำของเกษตรกร โดยใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 3. แผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรผู้ประสบภัย ซึ่งในปี พ.ศ. 2563 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย โดยสนับสนุนค่าเมล็ดพันธ์ุถั่วเขียว ไร่ละ 200 บาท และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไร่ละ 245 บาท


นายประภัตร กล่าวอีกว่าภาคการเกษตรประสบปัญหาจากฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง และอุทกภัย ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งอาชีพด้านปศุสัตว์และการปลูกพืชสำหรับอาหารสัตว์นั้น สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้นได้ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่องฯ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย (โคขุนกู้วิกฤต COVID-19)ในวงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน อย่างน้อย 7 คน กู้ได้ไม่เกินกลุ่มละ 10 ล้านบาท หรือกู้ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท โดยมีตลาดรองรับโดยมีประกันราคาหากสัตว์เสียชีวิต
นายประภัตร ดล่าวด้วยว่าสำหรับความต้องการโคเนื้อของต่างประเทศมีมากถึง 500,000 – 1,000,000 ตัวต่อปี ไก่พื้นเมืองโดยเฉพาะตลาดประเทศกัมพูชา ต้องการไม่น้อยกว่า 50,000 ตัวต่อวัน ส่วนแพะมีความต้องการ 200,000 – 300,000 ตัวต่อปี และจากรายงาน ของ USDA (April 2020) ในปี 2563 คาดว่า ความต้องการบริโภคเนื้อโคของโลกมีมากถึง 60 ล้านตัน เนื้อสุกร 90 ล้านตัน และเนื้อไก่ 98 ล้านตัน ซึ่งความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นโอกาสของพี่น้องเกษตรกรได้สร้างรายได้
ทั้งนี้ จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ 6.8 ล้านไร่ พื้นท่ีทางการเกษตร 4.22 ล้านไร่ เขตการปกครอง 26 อำเภอ 199 ตำบล 2,334 หมู่บ้าน GPP ปี 2561 รวม 211,192 ลบ. (คิดเป็นร้อยละ 1.3%ของ GDP ประเทศไทย) ด้านเศรษฐกิจภาคเกษตร 21,432 ล้านบาท (10.15%) พืชเศรษฐกิจหลัก ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลังปศุสัตว์ โคเนื้อ สุกร ไก่เนื้อ โคนม.

Header Ads
Header Ads
Header Ads

About The Author

Related posts

Header Ads
Header Ads
Header Ads